MoonBlade

Power with responsibility…

โขน

โขนเป็นนาฏศิลป์ชั้นสูงที่เก่าแก่ของไทย มีมานานตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ตามหลักฐานจากจดหมายเหตุของ
ลาลูแบร์ ราชทูตฝรั่งเศสสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้กล่าวถึงการเล่นโขนว่า
เป็นการเต้นออกท่าทางเข้ากับเสียงซอและเครื่องดนตรีอื่นๆ ผู้เต้นสวมหน้ากากและถืออาวุธ โขนเป็นที่รวมของศิลปะหลายแขนงคือ โขนนำวิธีเล่นและวิธีแต่งตัวบางอย่างมาจากการเล่นชักนาคดึกดำบรรพ์ โขนนำท่าต่อสู้โลดโผน ท่ารำท่าเต้นมาจากกระบี่กระบอง และโขนนำศิลปะการพากย์การเจรจา หน้าพาทย์เพลงดนตรี การแสดงโขน ผู้แสดงสวมศีรษะคือหัวโขน ปิดหน้าหมด ยกเว้น เทวดา มนุษย์ และมเหสี ธิดาพระยายักษ์ มีต้นเสียงและลูกคู่ร้องบทให้และมีคนพากย์และเจรจาให้ด้วย เรื่องที่แสดงนิยมแสดงเรื่องรามเกียรติ์และอุณรุฑ ดนตรีที่ใช้ประกอบการแสดงโขนใช้วงปี่พาทย์

โขน

ประเภทของโขน แบ่งออกเป็น ๕ ประเภท คือ
๑ โขนกลางแปลง
๒ โขนโรงนอก หรือโขนนั่งราว
๓ โขนหน้าจอ
๔ โขนโรงใน
๕ โขนฉาก

๑. โขนกลางแปลง คือ การเล่นโขนบนพื้นดิน ณ กลางสนาม ไม่ต้องสร้างโรงให้เล่น นิยมแสดงตอนยกทัพรบกัน โขนกลางแปลงได้วิวัฒนาการมาจากการเล่นชักนาคดึกดำบรรพ์ เรื่องกวนน้ำอมฤต เรื่องมีอยู่ว่า เทวดาและอสูรใคร่จะเป็นอมตะ จึงไปทูลพระนารายณ์ พระนารายณ์จึงแนะนำให้กวนน้ำอมฤต โดยใช้เขามนทคิรีเป็นไม้กวน เอาพระยาวาสุกรีเป็นเชือกพันรอบเขา เทวดาชักทางหาง หมุนเขาไปมา พระยาวาสุกรีพ่นพิษออกมา พระนารายณ์เชิญให้พระอิศวรดื่มพิษนั้นเสีย พระอิศวรจึงมีศอสีนิลเพราะพิษไหม้ ครั้นกวนต่อไป เขามนทคิรีทะลุลงไปใต้โลก พระนารายณ์จึงอวตารเป็นเต่าไปรองรับเขามนทคิรีไว้ ครั้นได้น้ำอมฤตแล้ว เทวดาและอสูรแย่งชิงน้ำอมฤตกันจนเกิดสงคราม พระนารายณ์จึงนำน้ำอมฤตไปเสีย พวกอสูรไม่ได้ดื่มน้ำอมฤตก็ตายในที่รบเป็นอันมาก เทวดาจึงเป็นใหญ่ในสวรรค์ พระนารายณ์เมื่อได้น้ำอมฤตไปแล้ว ก็แบ่งน้ำอมฤตให้เทวดาและอสูรดื่ม พระนารายณ์แปลงเป็นนางงามรินน้ำอมฤตให้เทวดา แต่รินน้ำธรรมดาให้อสูร ฝ่ายราหูเป็นพี่น้องกับพระอาทิตย์และพระจันทร์แต่ราหูเป็อสูร ราหูเห็นเทวดาสดชื่นแข็งแรงเมื่อได้ดื่มน้ำอมฤต แต่อสูรยังคงอ่อนเพลียอยู่ เห็นผิดสังเกต จึงแปลงเป็นเทวดาไปปะปนอยู่ในหมู่เทวดา จึงพลอยได้ดื่มน้ำอมฤตด้วย พระอาทิตย์และพระจันทร์จึงแอบบอกพระนารายณ์ พระนารายณ์โกรธมากที่ราหูตบตาพระองค์ จึงขว้างจักรไปตัดกลางตัวราหู ร่างกายท่อนบนได้รับน้ำอมฤตก็เป็นอมตะ แต่ร่างกายท่อนล่างตายไป ราหูจึงเป็นยักษ์มีกายครึ่งท่อน ราหูโกรธและอาฆาตพระอาทิตย์และพระจันทร์มาก พบที่ไหนก็อมทันที เกิดเป็นราหูอมจันทร์หรือจันทรคราสและสุริยคราส ต่อมาเมื่อพระพุทธเจ้ามาเทศนาให้ราหูเลิกพยาบาทจองเวร ราหูจึงได้คลายพระอาทิตย์หรือพระจันทร์ออก
การเล่นชักนาคดึกดำบรรพ์ เล่นในพิธีอินทราภิเษก มีปรากฏในกฎมณเฑียรบาลสมัยกรุงศรีอยุธยา โขนกลางแปลงนำวิธีการแสดงคือการจัดกระบวนทัพ การเต้นประกอบหน้าพาทย์ มาจากการเล่นชักนาคดึกดำบรรพ์ แต่เปลี่ยนมาเล่นเรื่องรามเกียรติ์ และเล่นตอนฝ่ายยักษ์และฝ่ายพระรามยกทัพรบกัน จึงมีการเต้นประกอบหน้าพาทย์ และอาจมีบทพาทย์และเจรจาบ้างแต่ไม่มีบทร้อง

๒ โขนโรงนอก หรือโขนนั่งราว เป็นการแสดงบนโรงมีหลังคา ไม่มีเตียงสำหรับตัวโขนนั่ง แต่มีราวพาดตามส่วนยาวของโรงตรงหน้าฉาก (ม่าน) มีช่องทางให้ผู้แสดงเดินได้รอบราวแทนเตียง มีการพากย์และเจรจา แต่ไม่มีการร้อง ปี่พาทย์บรรเลงเพลงหน้าพาทย์ มีปี่พาทย์ ๒ วง เพราะต้องบรรเลงมาก ตั้งหัวโรงท้ายโรง จึงเรียกว่าวงหัวและวงท้าย หรือวงซ้ายและวงขวา วันก่อนแสดงโขนนั่งราวจะมีการโหมโรง และให้พวกโขนออกมากระทุ้งเส้าตามจังหวะเพลง พอจบโหมโรงก็แสดงตอนพิราพออกเที่ยวป่า จับสัตว์กินเป็นอาหาร พระรามหลงเข้าสวนพวาทองของพราพ แล้วก็หยุดแสดง พักนอนค้างคืนที่โรงโขน รุ่งขึ้นจึงแสดงตามเรื่องที่เตรียมไว้ จึงเรียกว่า “โขนนอนโรง”

๓ โขนหน้าจอ คือโขนที่เล่นตรงหน้าจอ ซึ่งเดิมเขาขึงไว้สำหรับเล่นหนังใหญ่ ในการเล่นหนังใหญ่นั้น มีการเชิดหนังใหญ่อยู่หน้าจอผ้าขาว การแสดงหนังใหญ่มีศิลปะสำคัญ คือการพากย์และเจรจา มีดนตรีปี่พาทย์ประกอบการแสดง ผู้เชิดตัวหนังต้องเต้นตามลีลาและจังหวะดนตรี นิยมแสดงเรื่องรามเกียรติ์ ต่อมามีการปล่อยตัวแสดงออกมาแสดงหนังจอ แทนการเชิดหนังในบางตอน เรียกว่า “หนังติดตัวโขน” มีผู้นิยมมากขึ้น เลยปล่อยตัวโขนออกมาแสดงหน้าจอตลอด ไม่มีการเชิดหนังเลย จึงกลายเป็นโขนหน้าจอ และต้องแขวะจอเป็นประตูออก ๒ ข้าง เรียกว่า “จอแขวะ”

๔ โขนโรงใน คือ โขนที่นำศิลปะของละครในเข้ามาผสม โขนโรงในมีปี่พาทย์บรรเลง ๒ วงผลัดกัน การแสดงก็มีทั้งออกท่ารำเต้น ทีพากย์และเจรจาตามแบบโขน กับนำเพลงขับร้องและเพลงประกอบกิริยาอาการ ของดนตรีแบบละครใน และมีการนำระบำรำฟ้อนผสมเข้าด้วย เป็นการปรับปรุงให้วิวัฒนาการขึ้นอีก การผสมผสานระหว่างโขนกับละครในสมัยรัชกาลที่ ๑ รัชกาลที่ ๒ ทั้งมีราชกวีภายในราชสำนักช่วยปรับปรุงขัดเกลา และประพันธ์บทพากย์บทเจรจาให้ไพเราะสละสลวยขึ้นอีก
โขนที่กรมศิลปากรนำออกแสดงในปัจจุบันนี้ ก็ใช้ศิลปะการแสดงแบบโขนโรงใน ไม่ว่าจะแสดงกลางแจ้งหรือแสดงหน้าจอก็ตาม

๕ โขนฉาก เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ เมื่อมีผู้คิดสร้างฉากประกอบเรื่องเมื่อแสดงโขนบนเวที คล้ายกับละครดึกดำบรรพ์ ส่วนวิธีแสดงดำเนินเช่นเดียวกับโขนโรงใน แต่มีการแบ่งเป็นชุดเป็นตอน เป็นฉาก และจัดฉากประกอบตามท้องเรื่อง จึงมีการตัดต่อเรื่องใหม่ไม่ให้ย้อนไปย้อนมา เพื่อสะดวกในการจัดฉาก กรมศิลปากรได้ทำบทเป็นชุดๆ ไว้หลายชุด เช่น ชุดปราบกากนาสูร ชุดมัยราพณ์สะกดทัพ ชุดชุดนางลอย ชุดนาคบาศ ชุดพรหมาสตร์ ชุดศึกวิรุญจำบัง ชุดทำลายพิธีหุงน้ำทิพย์ ชุดสีดาลุยไฟและปราบบรรลัยกัลป์ ชุดหนุมานอาสา ชุดพระรามเดินดง ชุดพระรามครองเมือง

การแสดงโขน โดยทั่วไปนิยมแสดงเรื่อง “รามเกียรติ์” กรมศิลปากรเคยจัดแสดงเรื่องอุณรุฑ แต่ไม่เป็นที่นิยมเท่าเรื่องรามเกียรติ์ เรื่องรามเกียรติ์ที่นำมาแสดงโขนนั้นมีหลายสำนวน ทั้งที่ประพันธ์ขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์ โดยเฉพาะบทในสมัยรัตนโกสินทร์ นิยมแสดงตามสำนวนของรัชกาลที่ ๒ ที่กรมศิลปากรปรับปรุงเป็นชุดเป็นตอน เพื่อแสดงโขนฉาก ก็เดินเรื่องตามสำนวนของรัชกาลที่ ๒ รัชกาลที่ ๖ ก็เคยทรงพระราชนิพนธ์บทร้องและบทพากย์ไว้ถึง ๖ ชุด คือ ชุดสีดาหาย ชุดเผาลงกา ชุดพิเภกถูกขับ ชุดจองถนน ชุดประเดิมศึกลงกา และชุดนาคบาศ

การแต่งกายโขน แบ่งออกเป็น ๓ ฝ่าย คือ ฝ่ายมนุษย์เทวดา(พระ นาง) ฝ่ายยักษ์ ฝ่ายลิง

เครื่องแต่งกายและเครื่องประดับของตัวพระ

 

ตัวพระ

(แขนขวา – แสดงเสื้อแขนสั้นไม่มีอินทรธนู แขนซ้าย – แสดงเสื้อแขนยาวมีอินทรธนู)
1. กำไลเท้า 2. สนับเพลา 3. ผ้านุ่ง ในวรรณคดี เรียกว่า ภูษา หรือพระภูษา 4. ห้อยข้าง หรือเจียระบาด หรือชายแครง
5. เสื้อ ในวรรณคดีเรียกว่า ฉลององค์ 6. รัดสะเอว หรือรัดองค์ 7. ห้อยหน้า หรือชายไหว 8. สุวรรณกระถอบ
9. เข็มขัด หรือปั้นเหน่ง 10. กรองคอ หรือ นวมคอ ในวรรณคดีเรียกว่า กรองศอ 11. ตาบหน้า หรือ ตาบทับ ในวรรณคดีเรียกว่า ทับทรวง 12. อินทรธนู 13. พาหุรัด 14.สังวาล 15. ตาบทิศ 16. ชฎา 17. ดอกไม้เพชร(ซ้าย)
18. จอนหู ในวรรณคดีเรียกว่า กรรเจียก หรือกรรเจียกจร 19.ดอกไม้ทัด(ขวา) 20. อุบะ หรือพวงดอกไม้(ขวา)
21. ธำมรงค์ 22. แหวนรอบ 23.ปะวะหล่ำ 24. กำไลแผง ในวรรณคดีเรียกว่า ทองกร

เครื่องแต่งกายและเครื่องประดับของตัวนาง

ตัวนาง

1. กำไลเท้า 2. เสื้อในนาง 3. ผ้านุ่ง ในวรรณคดี เรียกว่า ภูษา หรือพระภูษา 4. เข็มขัด 5. สะอิ้ง 6. ผ้าห่มนาง
7. นวมนาง ในวรรณคดีเรียกว่า กรองศอ หรือสร้อยนวม 8. จี้นาง หรือ ตาบทับ ในวรรณคดีเรียกว่า ทับทรวง
9. พาหุรัด 10. แหวนรอบ 11. ปะวะหล่ำ 12. กำไลตะขาบ 13. กำไลสวม ในวรรณคดีเรียกว่า ทองกร
14. ธำมรงค์ 15. มงกุฎ 16. จอนหู ในวรรณคดีเรียกว่า กรรเจียก หรือกรรเจียกจร 17. ดอกไม้ทัด (ซ้าย)
18. อุบะ หรือพวงดอกไม้ (ซ้าย)

เครื่องแต่งกายและเครื่องประดับของตัวยักษ์

ตัวยักษ์

1. กำไลเท้า 2. สนับเพลา 3. ผ้านุ่ง ในวรรณคดี เรียกว่า ภูษา หรือพระภูษา 4. ห้อยข้าง หรือเจียระบาด หรือชายแครง
5. ผ้าปิดก้น หรือห้อยก้น อยู่ข้างหลัง 6. เสื้อ ในวรรณคดีเรียกว่า ฉลององค์ 7. รัดสะเอว หรือรัดองค์ หรือรัดพัสตร์
8. ห้อยหน้า หรือชายไหว 9. เข็มขัด หรือปั้นเหน่ง 10. รัดอก หรือรัดองค์ ในวรรณคดีเรียกว่า รัดพระอุระ 11. ตาบหน้า หรือ ตาบทับ ในวรรณคดีเรียกว่า ทับทรวง 12. กรองคอ หรือ นวมคอ ในวรรณคดีเรียกว่า กรองศอ 13. ทับทรวง
14.สังวาล 15. ตาบทิศ 16. แหวนรอบ 17. ปะวะหล่ำ 18. กำไลแผง ในวรรณคดีเรียกว่า ทองกร 19. พวงประคำคอ
20. หัวโขน ในภาพนี้เป็นหัวทศกัณฐ์ 21. คันศร
บรรดาพญายักษ์ตัวสำคัญอื่นๆ ในเรื่องโขนก็แต่งกายคล้ายกันนี้ ต่างกันแต่ละสีและลักษณะของหัวโขน

เครื่องแต่งกายและเครื่องประดับของตัวลิง

ตัวลิง

1. กำไลเท้า 2. สนับเพลา 3. ผ้านุ่ง ในวรรณคดี เรียกว่า ภูษา หรือพระภูษา 4. ห้อยข้าง หรือเจียระบาด หรือชายแครง
5. หางลิง 6. ผ้าปิดก้น หรือห้อยก้น 7. เสื้อ แต่ในที่นี้สมมติเป็นขนตามตัวของลิง 8. รัดสะเอว 9. ห้อยหน้า หรือชายไหว
10. เข็มขัด หรือปั้นเหน่ง 11. กรองคอ หรือ นวมคอ 12. ทับทรวง 13. สังวาล 14. ตาบทิศ 15. พาหุรัด ตามปกติเย็บติดไว้กับเสื้อ ซึ่งสมมติเป็นขนตามตัวของลิง 16. แหวนรอบ 17. ปะวะหล่ำ 18. กำไลแผง หรือทองกร 19. หัวโขน ในภาพนี้เป็นหัวหนุมาน 20.ตรี (ตรีเพชร หรือหตีศูล)
บรรดาวานรตัวสำคัญอื่นๆ ในเรื่องโขนก็แต่งกายคล้ายกันนี้ ต่างกันแต่ละสีและลักษณะของหัวโขน ซึ่งนอกจากจะแตกต่างกันที่เครื่องสวมศีรษะ สีหน้า และสีกายแล้ว ลิงยังแตกต่างกันที่ลักษณะของปากอีกด้วย

ลักษณะบทโขน ประกอบด้วย

บทร้อง ซึ่งบรรจุเพลงไว้ตามอารมณ์ของเรื่อง บทร้องแต่งเป็นกลอนบทละครเป็นส่วนใหญ่ อาจมีคำประพันธ์ชนิดอื่นบ้างแต่ไม่นิยม บทร้องนี้จะมีเฉพาะโขนโรงในและโขนฉากเท่านั้น

บทพากย์ การแสดงโขนโดยทั่วไปจะเดินเรื่องด้วยบทพากย์ ซึ่งแต่งเป็นคำประพันธ์ชนิดกาพย์ฉบัง ๑๖ หรือกาพย์ยานี ๑๑ บทมีชื่อเรียกต่าง ๆ ดังนี้

๑ พากย์เมือง หรือพากย์พลับพลา คือบทตัวเอก เช่น ทศกัณฐ์หรือพระรามประทับในปราสาทหรือพลับพลา เช่น
ครั้นรุ่งแสงสุริยโอภา         พุ่งพ้นเวหา
คิรียอดยุคันธร
สมเด็จพระหริวงศ์ทรงศร     ฤทธิ์เลื่องลือขจร
สะท้อนทั้งไตรโลกา
เสด็จออกนั่งหน้าพลับพลา    พร้อมด้วยเสนา
ศิโรตมก้มกราบกราน
พิเภกสุครีพหนุมาน           นอบน้อมทูลสาร
สดับคดีโดยถวิล

๒ พากย์รถ เป็นบทชมพาหนะและกระบวนทัพ ไม่ว่าจะเป็นรถ ม้า ช้าง หรืออื่นใดก็ได้ ตลอดจนชมไพร่พลด้วย เช่น
เสด็จทรงรถเพชรเพชรพราย พรายแสงแสงฉาย
จำรูญจำรัสรัศมี
อำไพไพโรจน์รูจี            สีหราชราชสีห์
ชักรชรถรถทรง
ดุมหันหันเวียนวง            กึกก้องก้องดง
เสทือนทั้งไพรไพรวัน
ยักษาสารถีโลทัน            เหยียบยืนยืนยัน
ก่งศรจะแผลแผลงผลาญ

๓ พากย์โอ้ เป็นบทโศกเศร้า รำพัน คร่ำครวญ ซึ่งตอนต้นเป็นพากย์ แต่ตอนท้ายเป็นทำนองร้องเพลงโอ้ปี่ ให้ปี่พาทย์รับ เช่น
อนิจจาเจ้าเพื่อนไร้ มาบรรลัยอยู่เอองค์
พี่จะได้สิ่งใดปอง พระศพน้องในหิมวา
จะเชิญศพพระเยาวเรศ เข้ายังนิเวศน์อยุธยา
ทั้งพระญาติวงศา จะพิโรธพิไรเรียม
ว่าพี่พามาเสียชนม์ ในกมลให้ตรมเกรียม
จะเกลี่ยทรายขึ้นทำเทียม ต่างแท่นทิพบรรทม
จะอุ้มองค์ขึ้นต่างโกศ เอาพระโอษฐ์มาระงม
ต่างเสียงพระสนม อันร่ำร้องประจำเวร

๔ พากย์ชมดง เป็นบทตอนชมป่าเขา ลำเนาไพร ทำนองตอนต้นเป็นทำนองร้อง เพลงชมดงใน ตอนท้ายเป็นทำนองพากย์ธรรมดา เช่น
เค้าโมงจับโมงมองเมียง คู่เค้าโมงเคียง
เคียงคู่อยู่ปลายไม้โมง
ลางลิงลิงเหนี่ยวลดาโยง ค่อยยุดฉุดโชลง
โลดไล่ในกลางลางลิง
ชิงชังนกชิงกันสิง รังใครใครชิง
ชิงกันจับต้นชิงชัน
นกยูงจับพยูงยืนยัน แผ่หางเหียนหัน
หันเหยีบเลียบไต่ไม้พยูง

๕ พากย์บรรยาย เป็นบทขยายความเป็นมา ความเป็นไป หรือพากย์รำพึงรำพันใดๆ เช่น
พากย์บรรยายตำนานรัตนธนู เดิมทีธนูรัตน วรฤทธิเกรียงไกร
องค์วิศวะกรรมไซร้ ประดิษฐะสองถวาย
คันหนึ่งพระวิษณุ สุรราชะนารายณ์
คันหนึ่งนำทูลถวาย ศิวะเทวะเทวัน
ครั้นเมื่อมุนีทัก- ษะประชาบดีนั้น
กอบกิจจะการยัญ- ญะพลีสุเทวา
ไม่เชิญมหาเทพ ธก็แสนจะโกรธา
กุมแสงธนูคลา ณ พิธีพลีกรณ์

๖ พากย์เบ็ดเตล็ด เป็นบทที่ใช้ในโอกาสทั่วๆ ไป เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่เข้าประเภทใด เช่นกล่าวว่า ใครทำอะไร หรือพูดกับใคร ว่าอย่างไร เช่น
ภูวกวักเรียกหนุมานมา ตรัสสั่งกิจจา
ให้แจ้งประจักษ์ใจจง
แล้วถอดจักรรัตน์ธำมรงค์ กับผ้าร้อยองค์
ยุพินทรให้นำไป
ผิวนางยังแหนงน้ำใจ จงแนะความใน
มิถิลราชพารา
อันปรากฏจริงใจมา เมื่อตาต่อตา
ประจวบบนบัญชรไชย

บทเจรจา เป็นบทกวีที่แต่งเป็นร่ายยาว ส่งและรับสัมผัสกันไปเรื่อยๆ ใช้ได้ทุกโอกาส สมัยโบราณเป็นบทที่คิดขึ้นสดๆ เป็นความสามารถของคนพากย์ คนเจรจา ที่จะใช้ปฏิภาณคิดขึ้นโดยปัจจุบัน ให้ได้ถ้อยคำสละสลวย มีสัมผัสแนบเนียน และได้เนื้อถ้อยกระทงความถูกต้องตามเนื้อเรื่อง ผู้พากย์เจรจาที่เก่งๆ ยังสามารถใช้ถ้อยคำคมคาย เหน็บแนมเสียดสี บางครั้งก็เผ็ดร้อน โต้ตอบกันน่าฟังมาก ปัจจุบันนี้ บทเจรจาได้แต่งไว้เรียบร้อยแล้ว ผู้พากย์เจรจาก็ว่าตามบทให้เกิดอารมณ์คล้อยตามถ้อยคำ โดยใช้เสียงและลีลาในการเจรจา ผู้พากย์และเจรจาต้องทำสุ้มเสียงให้เหมาะกับตัวโขน และใส่ความรู้สึกให้เหมาะกับอารมณ์ในเรื่อง
คนพากย์และเจรจานี้ใช้ผู้ชาย คนหนึ่งต้องทำหน้าที่ทั้งพากย์และเจรจา และต้องมีไม่น้อยกว่า ๒ คน จะได้โต้ตอบกันทันท่วงที เมื่อพากย์หรือเจรจาจบกระบวนความแล้ว ต้องการจะให้ปี่พาทย์ทำเพลงอะไรก็ร้องบอกไป เรียกว่า “บอกหน้าพาทย์” และถ้าการแสดงโขนนั้นมีขับร้อง คนพากย์และเจรจายังจะต้องทำหน้าที่บอกบทด้วย การบอกบทจะต้องบอกให้ถูกจังหวะ

วิธีดูโขน โขนเป็นละครใบ้ โดยเฉพาะโขนกลางแปลง ผู้ดูจึงต้องดูการแสดงท่าทาง ซึ่งจะบอกความหมาย ความรู้สึก
ความคิด ความประสงค์ต่างๆ ได้ทุกอย่าง ท่าทางที่โขนแสดงออกย่อมสัมพันธ์กับดนตรี ฉะนั้น หน้าพาทย์ต่างๆ ที่ใช้ในการแสดงโขนจึงมีความสำคัญมาก เช่น เพลงกราวนอก กราวในที่ใช้ในเวลาจัดทัพ แสดงให้เห็นความเข้มแข็งคึกคักของทหาร ท่าทางของผู้แสดงก็แสดงให้เห็นความเข้มแข็งคึกคัก กระหยิ่ม องอาจ กล้าหาญ ความพร้อมเพรียงของกองทัพ หรือเพลงเชิดและท่ารบ ก็แสดงให้เห็นการรุกไล่หลบหลีก ปิดป้อง หลอกล่อต่างๆ

ภาษาท่าทางของโขน จำแนกได้เป็น ๓ ประเภท คือ
๑. ท่าซึ่งใช้แทนคำพูด เช่น รับ ปฏิเสธ
๒. ท่าซึ่งใช้เป็นอิริยาบท และกิริยาอาการ เช่น เดิน ไหว้ ยิ้ม ร้องไห้
๓. ท่าซึ่งแสดงถึงอารมณ์ภายใน เช่น รัก โกรธ ดีใจ เสียใจ

โอกาสที่แสดงโขน
๑. แสดงเป็นมหกรรมบูชา เช่น ในงานถวายพระเพลิงพระบรมศพ หรือพระศพ พระบรมอัฐิ หรืออัฐเจ้านาย ตลอดจนศพขุนนาง หรือผู้ใหญ่เป็นที่เคารพนับถือทั่วไป
๒. แสดงเป็นมหรสพสมโภช เช่น ในงานฉลองปูชนียสถาน ปูชนียวัตถุ พระพุทธบาท พระแก้วมรกต พระอาราม หรือสมโภชเจ้านายทรงบรรพชา สมโภชในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก สมโภชในงานเฉลิมพระชนม์พรรษา สมโภชวันประสูติเจ้านายที่สูงศักดิ์ เป็นต้น
๓. แสดงเป็นมหรสพเพื่อความบันเทิง ในโอกาสทั่วๆ ไป

หัวโขน เป็นเครื่องใช้สำหรับศีรษะและปิดบังส่วนหน้าที่คล้ายกับหน้ากาก แต่หัวโขนจะมีลักษณะที่แตกต่างออกไปตรงที่สร้างหุ่นจำลองรูปทรงใบหน้าและศีรษะ ทั้งหมด โดยผู้แสดงสามารถสวมครอบศรีษะจะห่อหุ้มส่วนใบหน้าและส่วนหัวมิดชิด และเจาะช่องเป็นรูกลมที่ตาของหน้ากากให้ตรงกับนัยน์ตาของผู้แสดง เพื่อให้นักแสดงมองเห็นการแสดง
หัวโขน อาจแบ่งตามประเภทของหัวโขนที่ใช้สวมอย่างละ 2 จำพวก คือ ยักษ์ยอด ยักษ์โล้น และลิงยอด ลิงโล้น นอกจากนี้หัวโขนก็ยังแบ่งออกได้ตามชนิดของหัวโขนซึ่งมีลักษณะต่างๆ กัน ซึ่งจะแบ่งเป็นฝ่ายลงกา และฝ่ายพลับพลาดังนี้

ฝ่ายลงกา (ยักษ์) แบ่งออกได้ดังนี้
1. มงกุฎยอดกระหนก เช่น พยาทูษณ์ ไมยราพ
2. มงกุฎยอดจีบ เช่น พญาขร สัทธาสูร
3. มงกุฎยอดหางไก่ เช่น วิรุญจำบัง บรรลัยจักร
4. มงกุฎยอดน้ำเต้า เช่น พิเภก ชิวหา
5. มงกุฎยอดน้ำเต้ากลม เช่น กุเวรนุราช เปาวนาสูร
6. มงกุฎยอดน้ำเต้าเฟื่อง เช่น บรรลัยกัลป์ วันยุวิก
7. มงกุฎยอดกาบไผ่ เช่น รามสูร ทศคีรีวัน ทศคีรีธร
8. มงกุฎยอดสามกลีบ เช่น ทัพนาสูร สวาหุ มารีศ
9. มงกุฎยอดหางไหล เช่น ตรีเมฆ (เฉพาะตัวเดียว)
10. มงกุฎยอดนาค เช่น มังกรกัณฐ์ (เฉพาะตัวเดียว)
11. มงกุฎตามหัวหรือหน้า เช่น ทศกัณฐ์มี 10 หน้า ตรีเศียรมี 3 หน้า เป็นต้น
12. พวกไม่มีมงกุฎ เช่น กุมภกรรณ มูลพลัม
13. หัวโล้น เช่น เสนายักษ์ทั่วไป
14. หัวเขนยักษ์และตัวตลกฝ่ายยักษ์

แม้จะได้บัญญัติและประดิษฐ์หัวโขนให้มีลักษณะแตกต่างกันแล้ว ก็ยังมิวายที่จะซ้ำกันอีก จึงต้องประดิษฐ์หน้าโขนโดยให้ทำปาก และตาให้แตกต่างกันไป ซึ่งอาจแบ่งประเภทของหน้าออกไปตามลักษณะของปากและตาอีก 4 จำพวกคือ
1. ปากแสยะ ตาโพลง เช่น ทศกัณฐ์ กุมภกรรณ
2. ปากแสยะ ตาจรเข้ เช่น พิเภก พิราพ
3. ปากขบ ตาโพลง เช่น อินทรชิต รามสูร
4. ปากขบ ตาจรเข้ เช่น มัยราพณ์ มังกรกัณฐ์

แม้จะได้บัญญัติหัวและหน้าให้แตกต่างกันแล้ว ก็ยังมีซ้ำกันอยู่จึงต้องบัญญัติให้มีสีหน้าแตกต่างกัน เช่น จำพวกมงกุฎกระหนก มีอยู่หลายตัว ถ้าสีม่วงอ่อนเป็นกุเปรัน สีม่วงแก่เป็นพญาทูษณ์ ถ้าสีครามอ่อนก็เป็นท้าวไวยตาล ถ้าสีแดงชาด ก็เป็นแสงอาทิตย์ เป็นต้น

ฝ่ายพลับพลา (ลิง) แยกประเภทออกได้ดังนี้
1. มงกุฎยอดบัด เช่น พาลี สุครีพ
2. มงกุฎยอดชัยหรือยอดแหลม เช่น ชมพูพาน ชามพูวราช
3. มงกุฎยอดสามกลีบ เช่น องคต (เฉพาะตัวเดียว)
4. พวกไม่มีมงกุฎแต่เป็นลิงพญา เช่น หนุมาน นิลพัท นิลนนท์
5. พวกไม่มีมงกุฎแต่เรียกมงกุฎ เช่น สิบแปดมงกุฎ
6. พวกเตียวเพชรและจังเกียง เช่น เตียวเพชร
7. หัวลิงเขนและหัวตลกฝ่ายลิง

พวกพญาวานรที่ไม่มีมงกุฎและพวกสิบแปดมงกุฎ กับพวกเตียวเพชร มักเรียกรวมๆ กันว่าลิงโล้น ต่างก็มีลักษณะหัวคล้ายๆ กัน จึงต้องบัญญัติสีกายและสีหน้าของวานรให้แตกต่างกันด้วย เช่น วานรสีหงสบาท เป็นนิลนนท์ วานรสีสัมฤทธิ์ เป็นนิลปาสัน วานรสีทองแดง เป็นนิลเอก แม้จะบัญญัติให้แตกต่างกันด้วยสี ก็ยังมีซ้ำกันอีก เช่น วานรสีขาว ปากอ้าเป็นหนุมาน ถ้าหุบเป็น สัตพลี และหนุมานถือตรีเป็นอาวุธ สัตพลีถือพระขรรค์เป็นอาวุธ เป็นต้น

ขั้นตอนการทำหัวโขน
วิธีการและกระบวนการทำหัวโขนตามขนบนิยมอันมีมาแต่ก่อนถึงปัจจุบันอาจลำดับระเบียบวิธีและกระบวนการทำหัวโขน ดังนี้

การเตรียมวัสดุ โดยเฉพาะสำหรับตัวลวดลายต่างๆ ประดับตกแต่งหัวโขนแต่ละแบบคือ “รักตีลาย” ประกอบด้วยรักน้ำเกลี้ยงชัน นิ้วมันบางผสมเข้าด้วยกันเอาขึ้นตั้งไฟอ่อนๆ เคี่ยวจนงวด พอที่จะกดลงในแม่พิมพ์ทำเป็นลวดลาย

 
   

การเตรียมหุ่น หุ่นต้นแบบเป็นหุ่นที่จะใช้กระดาษปิดทับให้ทั่วแล้วถอดเป็นหัวโขน แต่เดิมทำ ด้วยดินปั้นเผาไฟกับทำด้วยไม้กลึง ปัจจุบันทำด้วยปูนซิเมนต์หรือปูนปลาสเตอร์หุ่นหัวโขนชนิดครอบศรีษะและปิดหน้า มักทำเป็นหุ่นอย่าง “รูปโกลน” มีเทารอยตา จมูก ปาก หมวดผม เป็นต้นหุ่นหัวชฎา-มงกุฎ ทำเป็นรูปทรงกระบอก ส่วนบนกลึงรัดเป็นชิ้นๆ ขึ้นไปเป็นจอม ซึ่งเป็ ที่สวมยอดแบบต่างๆ

การปิดหุ่น เป็นการปิดกระดาษทับลาบนหุ่นเรียกว่าการพอกหุ่น หรือปิดหุ่นโดยจะปิดกระดาษทับหลายๆ ชิ้นให้หนาพออยู่ได้หลัง จากถอดศีรษะออกจากหุ่น

การถอดหุ่น คือ การเอาศรีษะกระดาษออกจากหุ่น โดยใช้มีดปลาย แหลมกรีดศรีษะกระดาษให้ขาดแล้วจึงถอดออกจากต้นแบบ หลังจากนั้นต้องเย็บประสานให้สนิทแล้วปิดกระดาษทับ ให้เรียบร้อย ศรีษะกระดาษนี้จะเรียกว่า “กะโหลก”

การปั้นหน้าหรือกระแหนะ คือ การใช้รักตีลายมาปั้นเพิ่มเติม ลงบนกะโหลกที่ส่วน คิ้ว ตา จมูก ปาก ฯลฯ ให้ได้รูปชัดเจนและแสดงอารมณ์ของใบหน้ากับการประดับลวดลาย ตกแต่งบนตำแหน่งที่เป็น เครื่องศิราภรณ์ เช่น ประดับส่วนเกี้ยวรักร้อย ฯลฯ และ จัดทำส่วนหู สำหรับเศียรยักษ์ ลิง พระและ นางที่ปิดหน้า

การปั้นรักตีลาย ใช้รักตีลายพิมพ์เป็นลวดลายละเอียดประดับตามตำแหน่งบนกะโหลกที่ได้ปั้นหน้า ติดลวดลายประดับไว้พร้อมแล้ว

การลงรักปิดทอง คือ การใช้รักน้ำเกลี้ยงทาทับส่วนที่ทำเป็นลวดลายต่างๆ ซึ่งต้องการจะทำเป็น สีทองคำโดยทารักทิ้งไว้ให้แห้งสนิทแล้ว จึงนำทองคำเปลวมาปิดทับให้ทั่ว

การประดับกระจก หรือพลอยกระจก เป็นการตกแต่งส่วนละเอียดโดยเฉพาะลวดลายที่ไส้ตัวกระจิง ไส้กระหนก ไส้ใบเทศ เป็นต้น
เพื่อให้เกิดประกายแวววามกระจกที่ใช้เรียกว่า กระจกเกรียง ปัจจุบันหาไม่ง่ายนัก ช่างทำหัวโขนจึงใช้พลอยกระจกประดับแทน

การระบายสีและเขียนส่วนละเอียด เป็นกระบวนการขั้นสุดท้าย ของการทำหัวโขนสีที่ใช้มักใช้ สีฝุ่นผสมกาวกระถินหรือยางมะขวิด สีชนิดนี้มีคุณลักษณะสดใส และนุ่มนวล การระบายสีและเขียน รูปลักษณ์ บนใบหน้าของหัวโขนต้องดำเนินการตามแบบแผนอันเนื่องกับชาติพงศ์ของหัวโขนนั้นๆ

หัวโขนแบบต่างๆ

สำมะนักขา

สำมะนักขา สีเขียวสด ธิดาของท้าวลัสเตียนกับนางรัชฏา

�ิทธิกาย

อิทธิกาย สีม่วงอ่อน (เสนายักษ์)

มารีศ

มารีศ สีขาว มงกุฏ 3 กลีบ โอรสนางกากนาสูร

กากนาสูร

กากนาสูร สีม่วงแก่ หัวโล้น หน้าเป็นยักษิณี ปากเป็นกา พระญาติชั้นยายของทศกัณฐ์

ไมยราพ

ไมยราพ สีม่วงอ่อน มงกุฏกระหนก โอรสท้าวมหายักษ์กับนางจันทรประภาศร

พิเภก

พิเภก สีเขียว มงกุฏน้ำเต้ากลม ตาจระเข้ โอรสองค์ที่ 3 ของท้าววลัสเตียนกับนางรัชฏา

ทศกัณฐ์

ทศกัณฐ์ สีเขียว มงกุฏชัย หน้า 3 ชั้น โอรสองค์ที่ 1 ของท้าววลัสเตียนกับนางรัชฏา

แสง�าทิตย์

แสงอาทิตย์ สีแดงชาด มงกุฏกระหนก โอรสพญาขรกับนางรัชฏาสูร

วิรุญมุข

วิรุญมุข สีเขียว หัวกุมารโอรสของวิรุษจำบัง

มูลพลัม

มูลพลัม สีเขียว อุปราชเมืองปางตาล

นนทไพรี

นนทไพรี สีดำอมหมึก (เสนายักษ์)

กุมภกรรณ

กุมภกรรณ สีขาว หัวโล้น โอรสองค์ที่ 2 ของท้าวลัสเตียนกับนางรัชฏา

�ินทรชิต

อินทรชิต สีเขียวชฏายอดกาบไผ่เดินหน จอนหูมนุษย์ โอรสทศกัณฐ์กับนางมณโฑ

วิรุญจำบัง

วิรุญจำบัง สีอมหมึก มงกุฏหางไก่ โอรสพญาทูษณ์แห่งกรุงจารึก

สหัสสเดชะ

สหัสสเดชะ สีขาว มงกุฏชัย หน้า 5 ชั้น เชษฐาของมูลพลัม

มังกรกัณฐ์

มังกรกัณฐ์ สีเขียว มงกุฏยอดนาค โอรสพญาขรกับนางรัชฏาสูร เป็นเชษฐาของแสงอาทิตย์

ที่มา - โขน, เครื่องแต่งกายตัวพระ, เครื่องแต่งกายตัวนาง, เครื่องแต่งกายตัวยักษ์, เครื่องแต่งกายตัวลิง, หัวโขน, ขั้นตอนการทำหัวโขน, ภาพประกอบหัวโขนแบบต่างๆ

About these ads

กุมภาพันธ์ 27, 2008 - Posted by | Knowledge - ความรู้ | , , , , , , ,

ยังไม่มีความเห็น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: